SCB มองเงินเฟ้อไทยพีคสุดไตรมาส 3 นักท่องเที่ยวต่างชาติแตะ 40 ล้านคนในปี 67

นายศรชัย สุเนต์ตา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Office and Product ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน ) เปิดเผยในงานสัมมนา “SCB First Investment Outlook 2022 : Navigating Through the Recession & Inflation Risks ” ว่า เงินเฟ้อในประเทศไทย ยังไม่ผ่านจุดสูงสุด มีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น จนพีคที่ไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยฟื้นช้ากว่าประเทศอื่น แต่ในปีนี้มีทิศทางการขยายตัวที่ดีขึ้น จากภาคการส่งออก และบริการที่นักท่องเที่ยวเริ่มกลับเข้ามาในประเทศไทย โดยคาดว่าในปีนี้จะมีนักท่องเที่ยว ประมาณ 10 ล้านคน และในปี 2567 จะมีประมาณ 40 ล้านคนเท่ากับช่วงก่อนโควิด ดังนั้น ภาคการท่องเที่ยวน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเงินเฟ้อไทยอาจจะปรับตัวลดลงเร็ว หากราคาอาหารและพลังงานลงมาสู่ระดับที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ปัจจุบันรายได้ของคนไทยติดลบเมื่อหักด้วยเงินเฟ้อ

เพราะรายได้เพิ่มขึ้นช้ามาก ประชากรไทยประมาณ 15 ล้านครัวเรือน มีรายได้เมื่อหักด้วยเงินเฟ้อแล้วเพียงพอต่อรายจ่าย รายได้มากกว่ารายจ่าย แต่อีก 8 ล้านครัวเรือนที่หักลบด้วยเงินเฟ้อ มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ทำให้ประชาชนต้องนำเงินออมมาใช้ หนี้ภาคครัวเรือนของกลุ่ม 15 ล้านครัวเรือนมีหนี้ประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท ส่วนกลุ่ม 8 ล้านครัวเรือนที่รายได้ไม่เพียงพอ มีหนี้ 2 ล้านล้าน ส่งผลให้ความเปราะบางของหนี้จะเพิ่มมากขึ้น เพราะรายได้ลดลง ซึ่งอาจจะกระทบต่อสถาบันการเงิน เพราะมีโอกาสเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

นอกจากนี้จึงคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรงเหมือนสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ผ่านมา ปรับขึ้น 0.25% เนื่องจากความกังวลเรื่องหนี้ภาคครัวเรือน ดังนั้น จึงคาดว่า กนง.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 % ไปอีก 3 ครั้งในปีนี้ และหากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ปีหน้าอาจจะปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง

SCB มองเงินเฟ้อไทยพีคสุดไตรมาส 3 ในปี 67นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (Innovest X) กล่าวว่า การลงทุนในหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง แต่มีสภาพคล่องสูง สามารถเลือกบริษัท หรือ Sector ได้ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลก หรือภาวะตลาดอาจจะไม่ดี

แต่ทุกครั้งที่มีหุ้นลง ก็จะมีหุ้นบางกลุ่มที่ปรับตัวขึ้น จึงเหมาะสำหรับการนำเงินบางส่วนมาลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 และ 4 เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขยายตัวมากนัก จากตัวเลข GDP ที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3% และดัชนีตลาดหลักทรัพย์มองว่าอยู่ที่ประมาณ 1,650 จุด และกรอบการเคลื่อนไหวสามารถไปได้ถึง 1,750 จุด

ซึ่งตลาดหุ้นไทยได้รับอานิสงค์ของเม็ดเงินจากต่างประเทศ ตั้งแต่ต้นปีเงินไหลเข้ามาลงทุน ประมาณ 150,000 ล้านบาท ทำให้ดัชนีปรับตัวขึ้น โดยภาพรวมตลาดหุ้นไทย ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ

ทั้งเรื่องสงครามรัสเซีย -ยูเครน ปัญหาเงินเฟ้อสูง การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และสิ่งแวดล้อม จากภัยแล้ง ซึ่งราคาหุ้นได้สะท้อนไปในช่วงไตรมาสที่ 3 แล้ว

ที่มีการปรับตัวลงค่อนข้างลึกอยู่ในระดับ 1,500 จุด อาจเป็นช่วงที่ต่ำสุดของดัชนีหุ้นไทยในปีนี้ แม้ปัจจัยเสี่ยงยังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ทั้งนี้ Sector ที่ราคาหุ้นปรับตัวเป็นบวก ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว การแพทย์ และขนส่ง และคาดว่าผลประกอบการน่าจะดีขึ้นต่อเนื่องจากการเปิดเมือง ส่วน Sector ที่ได้รับปัจจัยเชิงบวกจากภาวะเงินเฟ้อ ได้แก่ กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ อาหาร และพลังงาน Sector ที่ได้รับผลทางบวกจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ได้แก่ กลุ่มธนาคาร และ ประกัน

“ทีมงานนักวิเคราะห์ของ InnovestX ได้ทำการวิเคราะห์หุ้น จาก SET 50 และSET 100 พบว่าแนวโน้มผลประกอบการ กลุ่มท่องเที่ยว ประกัน อิเล็กทรอนิกส์ อสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร สื่อสาร ไฟแนนซ์ และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า ส่วนใหญ่จะมีทิศทางของผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังเป็นบวก กลุ่มเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะปรับตัวได้ดี”

ขอบคุณแหล่งที่มา : businesstoday.co

สามารถอัพเดตข่าวสารเรื่องราวต่างๆได้ที่ : otoku-info.com